เหตุใดประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียในปัจจุบันมีความตึงเครียดและเปราะบางมากกว่าที่เคยเป็นมาในรอบหลายปี ในสภาพแวดล้อมที่มีความไม่มั่นคงเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องรักษาระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดินที่มีประสิทธิภาพและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจการณ์น่านฟ้าที่มีประสิทธิภาพและขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดินจึงเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งภัยคุกคามจากอากาศยานที่มีนักบิน และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคืออากาศยานไร้คนขับ ได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน (GBAD) ทั้งแบบประจำที่และแบบเคลื่อนที่ จึงมีบทบาทสำคัญมากกว่าที่เคย นอกเหนือจากภัยทางอากาศที่คุ้นเคยกันดี เช่น เครื่องบินขับไล่ เฮลิคอปเตอร์ และขีปนาวุธ ปัจจุบันยังมีภัยรูปแบบใหม่เกิดขึ้น เช่น อากาศยานไร้คนขับที่ติดตั้งยุทโธปกรณ์ และอากาศยานไร้คนขับแบบบินวนรอเป้าหมาย (loitering munitions)
การตรวจจับและรับมือภัยเหล่านี้ได้ครบทุกรูปแบบ พร้อมเคลื่อนย้ายได้ไวและคล่องตัว คือแนวคิดหลักที่ซาบใช้พัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศเคลื่อนที่ระยะใกล้ (MSHORAD) ซึ่งสามารถติดตั้งกับยานพาหนะได้ทุกประเภท
MSHORAD มีสองส่วนหลัก คือ RBS 70 NG ในบทบาทหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile Firing Unit: MFU) และเรดาร์ Giraffe 1X ในบทบาทหน่วยเรดาร์เคลื่อนที่ (Mobile Radar Unit: MRU) ทั้งคู่ย้ายตำแหน่งได้ทุกเมื่อตามสถานการณ์ จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดของระบบที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาอย่างแท้จริง
ศูนย์กลางของทุกอย่างคือระบบบัญชาการและควบคุม (C2) ที่เชื่อมทุกส่วนไว้ด้วยกัน ระบบ C2 สร้างภาพสถานการณ์ทางอากาศในพื้นที่ ประเมินระดับภัยคุกคาม และช่วยสนับสนุนการสกัดกั้นโดยอัตโนมัติ เมื่อจบภารกิจ ทีมงานยังย้อนดูผลการปฏิบัติได้ เพื่อนำบทเรียนไปต่อยอดในภารกิจถัดไป ด้วยความคล่องตัวสูง MSHORAD จึงเคลื่อนที่ไปพร้อมกองกำลังภาคพื้นดินยุคใหม่ และคุ้มครองได้ครบทุกส่วนของหน่วย
RBS 70 NG สามารถรับมือได้หลายเป้าหมาย
หน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่ของ MSHORAD ซึ่งใช้ระบบ RBS 70 NG ติดตั้งบนยานพาหนะได้แทบทุกรูปแบบ จึงใช้งานได้หลากหลาย ระบบเคลื่อนที่ไปพร้อมกับหน่วย และคุ้มครองกองกำลังภาคพื้นดินได้ แม้พื้นที่ปฏิบัติการจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา
ภายในเวลาเพียง 5 วินาที เมื่อได้รับข้อมูลจากระบบ C2 ขีปนาวุธสามารถเข้าปะทะเป้าหมายได้ นอกจากนี้ ระบบยังสามารถปรับเปลี่ยนกลับไปใช้งานในรูปแบบพกพาโดยกำลังพลได้อย่างง่ายดาย และได้รับการออกแบบให้ใช้งานได้ในทุกสภาพภูมิอากาศ
RBS 70 NG จับเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและมั่นคง ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะใช้วิธีหลอกล่อหรือรบกวน หรือมีแหล่งความร้อนและปัจจัยแทรกแซงใด ๆ ก็ตาม ขณะติดตามเป้าหมายด้วยระบบออปติก ผู้ปฏิบัติงานยังสลับมาควบคุมเองได้ทุกเมื่อหลังเริ่มปฏิบัติการ เพื่อปรับจุดเล็งให้ตรงตามต้องการ โดยมีระบบช่วยเล็งรุ่นปรับปรุงและระบบติดตามเป้าหมายอัตโนมัติเสริมความแม่นยำอีกชั้นหนึ่ง
ด้วยการใช้อุปกรณ์สร้างภาพความร้อนที่ติดตั้งอยู่ในระบบ RBS 70 NG ระบบจึงสามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ชุดเล็งยังสามารถใช้เป็นเซ็นเซอร์เพื่อตรวจจับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้
ข้อได้เปรียบเพิ่มเติมของระบบ ได้แก่ ระบบติดตามเป้าหมายอัตโนมัติ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการยิงถูกเป้าหมาย รวมถึงระบบนำวิถีด้วยเลเซอร์ที่ไม่สามารถถูกรบกวนได้
จนถึงปัจจุบัน มี 19 ประเทศ รวมถึงประเทศสมาชิก องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO หลายประเทศ จัดหาระบบ RBS 70 และ RBS 70 NG ไปแล้วมากกว่า 1,600 เครื่อง พร้อมขีปนาวุธมากกว่า 18,000 ลูก
การตรวจจับที่เหนือกว่าด้วย Giraffe 1X – ทั้งขณะอยู่นิ่งและเคลื่อนที่
Giraffe 1X คือเรดาร์สามมิติความละเอียดสูงโดยใช้เทคโนโลยี AESA ที่ใช้เฝ้าระวังได้หลายภารกิจในเครื่องเดียว ตรวจจับได้ทั้งขีปนาวุธความเร็วสูง อากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก และเป้าหมายประเภท RAM (Rockets, Artillery and Mortars) แม้ในพื้นที่ที่มีสัญญาณรบกวนสูง
เมื่อใช้เป็นหน่วยเรดาร์เคลื่อนที่ (MRU) Giraffe 1X ยังค้นหาเป้าหมายได้แม้ขณะเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นความสามารถที่สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะปัจจุบันภัยคุกคามอาจมาได้จากทุกทิศทาง
Giraffe 1X มองเห็นสถานการณ์ได้รอบทิศทาง 360 องศา ในระยะ 75 กิโลเมตร และทำได้หลายหน้าที่พร้อมกันโดยประสิทธิภาพไม่ลดลง ทั้งเฝ้าระวังทางอากาศ ค้นหาเป้าหมายให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน (GBAD) และตรวจจับพร้อมแจ้งเตือนเป้าหมาย RAM
ด้วยฟังก์ชัน Drone Tracker ในตัว ที่ตรวจจับและแยกแยะวัตถุที่บินต่ำ เคลื่อนที่ช้า และมีขนาดเล็กได้ Giraffe 1X จึงรับมือได้แม้กับอากาศยานไร้คนขับที่ตรวจจับยากที่สุด
เรดาร์ตรวจพื้นที่ค้นหาได้ครบทั้งหมดในทุกวินาที ส่งข้อมูลเป้าหมายที่แม่นยำพอสำหรับการสกัดกั้นและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าให้ผู้บังคับบัญชาระบบป้องกันภัยทางอากาศ และติดตามเป้าหมายได้พร้อมกันมากกว่า 600 เป้าหมาย
ด้วยน้ำหนักไม่ถึง 150 กิโลกรัมและใช้พลังงานต่ำมาก Giraffe 1X จึงติดตั้งได้ง่ายแม้บนยานพาหนะขนาดเล็ก
ระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน (GBAD) ในปัจจุบันต้องเคลื่อนย้ายได้คล่องตัว ขยายระบบได้ตามความต้องการ และเชื่อมต่อระบบกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ ทั้งยังต้องคุ้มค่า ทำงานได้อย่างเสถียร และออกแบบเป็นโมดูลที่ประกอบเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนได้
MSHORAD ออกแบบเป็นโมดูล จึงยืดหยุ่นและติดตั้งร่วมกับอุปกรณ์เดิมที่มีอยู่ได้ ช่วยประหยัดทรัพยากร
ในการปฏิบัติการจริง ระบบ GBAD ช่วยป้องกันไม่ให้ฝ่ายที่มีกำลังทางอากาศเหนือกว่าหลายเท่าเข้าครองน่านฟ้าได้ ระบบ GBAD จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาเอกราชและความมั่นคงของประเทศไทย และช่วยปกป้องประเทศจากภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ